วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2554

เทคนิคอ่านงบการเงิน: ดร.วรศักดิ์ ทุมมานนท์


ชอบบทความนึงจาก pantip.com ของคุณ ปั้นดินเป็นดาว ที่โพสเรื่องเทคนิคอ่านงบการเงินของ ดร.วรศักดิ์ ทุมมานนท์ ขออนุญาติก๊อปมาแปะไว้ในบล๊อคเผื่อเป็นประโยชน์นะครับ

-----------------------------------------

เทคนิคอ่านงบการเงิน: ดร.วรศักดิ์ ทุมมานนท์

ดร.วรศักดิ์ ทุมมานนท์ มือ1ด้านบัญชีที่เกี่ยวกับการลงทุน อธิบายให้ฟังสำหรับผู้ที่ไม่ได้เรียนบัญชีมาแต่อยากจะเข้าใจบัญชี งบการเงินจะต้องดูตรงไหน ยังไงเพื่อที่จะมาลงทุนในหุ้น ซึ่งเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างนักลงทุนภายนอกที่ไม่ได้มีโอกาสเข้าไปบริหารงาน อย่างน้อยก็มีอะไรมาบอกเราทุกๆไตรมาศว่าผลการดำเนินงาน / ฐานะการเงิน / บริษัทมีกระแสเงินสดเข้าออกในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาเป็นยังไงเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการตัดสินใจลงทุน
งบการเงินมีส่วนประกอบสำคัญ 3 ส่วนที่ต้องสนใจคือ
1. ผลการดำเนินงาน ก็คือ งบกำไร-ขาดทุน
2. ฐานะทางการเงิน ก็ดูที่ งบดุล
3. กระแสเงินสด ก็คือ งบกระแสเงินสด

แต่ส่วนใหญ่พอเอาเข้าจริง ๆ นักลงทุนไม่ค่อยสนใจงบดุลและงบกระแสเงินสด ทุกคนก็ดูแค่บรรทัดสุดท้ายของงบกำไร-ขาดทุนเท่านั้น
ที่พอเค้าบอกว่าปีนี้กำไรดีขึ้นก็แปลว่าบริษัทก็คงจะดีขึ้นไปด้วย ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วบางทีก็เป็นกำไรที่เพิ่มขึ้นมาอย่างผิดปกติ
เช่นมีการไปจัดตั้งกองทุนอสังหาริมทรัพย์ขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือในการเพิ่มช่องทางในการกู้ยืมเงินดี ๆ นี่เอง คือแทนที่จะไปหาแบ็งค์
ซึ่งดอกเบี้ยก็สูงกว่าจะผ่านพิธีการทำเรื่องขอกู้จบก็นาน
เลยทำให้ระยะหลังช่วง 4 ปีที่ผ่านมาหลาย ๆ บริษัทพออยากขยายตัวก็ใช้วิธีนำเอาทรัพย์สินไม่ว่าจะเป็นสัญญาเช่า
หรือตัวอาคารและที่ดินขายเข้าสู่กองทุน แล้วก็ตั้งเงื่อนไขว่าเจ้าของเดิมจะเข้าไปถือหุ้น 30 %
แต่จริง ๆ แล้วก็เป็นที่รู้กันว่าไม่ได้เป็นการขายขาดในหลายๆสัญญาโดยทำการซ่อนเงื่อนไขว่าให้เจ้าของเดิมเป็นผู้เข้าไปบริหารทรัพย์สินที่ขายได้
บางทีก็ตกลงในสัญญาว่าทรัพย์สินที่ขายไปหากนำไปปล่อยให้เช่าแล้วได้ค่าเช่าต่ำกว่าที่ตกลงไว้ในสัญญา
ทางบริษัทผู้ขายจะชดใช้ส่วนต่างให้แต่หากปล่อยเช่าได้สูงกว่าในสัญญาส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นจะต้องจ่ายคืนให้กับบริษัทผู้ขาย
ซึ่งในทางบัญชีมองว่าไม่ใช่การขายขาดจริงๆ แถมพอปีที่ 10 ยังไปให้ put option แก่กองทุนที่รับซื้อไปว่าให้ขายคืนกลับมาบริษัทก็ได้
ทางบัญชีก็เลยบอกว่าไม่ให้ตัดสินทรัพย์ออกจากงบดุลแล้วห้ามบริษัทมาออกข่าวว่าจะมีกำไรก้อนใหญ่เข้าบริษัทมาในช่วงเวลานั้นๆ
เพราะในทางบัญชีบอกว่าไม่ได้เป็นการขายขาดจริง จากนั้นเป็นต้นมาทุกบริษัทก็เลยจบลงด้วยการอย่าทำให้ใครเค้าทราบแบบนี้ออกมาชัดเจน
เพราะหากว่าบริษัทไปเขียนอะไรชัดเจนจนเกินไป บัญชีก็จะตีว่าไม่ใช่การมีรายได้จาการขายขาดแต่เป็นการกู้ยืมเงินแทน
หลักเกณฑ์ในการเข้าไปอ่านงบการเงินเพื่อให้เข้าใจง่าย และนำไปใช้ประโยชน์ได้ต้องทำยังไง ?

วิธีอ่านงบกำไร-ขาดทุน ซึ่งเป็นงบที่แสดงถึงผลการดำเนินงานของบริษัทในช่วงเวลานั้น ๆ

ก่อนอื่นพอเราได้งบมาเราก็ต้องเข้าไปดูที่งบกำไร-ขาดทุนก่อน เพราะเป็นงบที่เข้าใจง่ายเราได้ยินกันมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วว่า กำไร คือ รายได้ลบด้วยค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น

กำไร = รายได้ – ค่าใช้จ่าย

แต่ทีนี้กำไรเราจะดูแต่บรรทัดสุดท้ายอย่างเดียวไม่ได้ เพราะมันอาจจะมีกำไรบางอย่างที่มันอาจจะมาแค่หนเดียวในช่วงเวลานั้น
แต่มันอาจไม่เกิดซ้ำอีกก็ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะต้องตรวจตราก่อนเป็นอย่างแรกว่ามีกำไรอะไรไหมที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นประจำ
เช่น เป็นกำไรที่เกิดจาการไถ่ถอนคืนหุ้นกู้ก่อนกำหนด ก็คือบริษัทบางแห่งไปออกหุ้นกู้ไว้
พออยู่ดีๆ ราคาในตลาดรองมันลดลง บริษัทก็เอาเงินที่เหลืออยู่ในบริษัทไปซื้อคืนกลับมาแล้วก็มีกำไรจากการไถ่คืนก้อนเบ้อเริ่ม
อย่างงี้เราก็ต้องตัดทิ้งทั้งหมด ซึ่งมันก็จะแสดงอยู่ในงบ ซึ่งเมื่อเราดูในงบกำไร-ขาดทุนบรรทัดบนสุดเลยจะเริ่มจากรายได้จากธุรกิจหลักคือ รายได้จากการขายสินค้าหรือบริการ
ในบรรทัดที่ 2 เป็นรายได้จากส่วนที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก เช่น รายได้จากดอกเบี้ยรับ
หรือตัวอย่างเช่นในโรงพยาบาลก็จะเป็นรายได้จากการให้เช่าพื้นที่อันนี้ก็ไม่ใช่รายได้หลัก
พอบรรทัดที่ 3 เราก็จะเจอคำว่า กำไรจากการขายทรัพย์สิน หรือกำไรจากการขายเงินลงทุน หรือ กำไรจากการไถ่ถอนคืนหุ้นกู้ก่อนกำหนด
หรือกำไรจากการขายทรัพย์สินเข้ากองทุนอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งในบรรทัดนี้นี่เองที่เราไม่ได้ให้น้ำหนักมาก
ว่าเป็นกำไรที่จะมาทำให้เรามาดูว่าบริษัทมีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง
เพราะเราถือว่าไม่ใช่กำไรที่เกิดขึ้นเป็นประจำ แต่มีข้อยกเว้นคือบางทีก็ต้องพิจารณาดูเหมือนกันว่าการขายนั้น
เป็นการขายทรัพย์สินเพื่อออกจากเส้นทางธุรกิจที่ตนเองไม่ชำนาญ
ซึ่งบางครั้งถือเป็นสิ่งที่ดี นั่นคือเราต้องไปหาสาเหตุเพิ่มเติมว่ากำไรครั้งนี้ที่เกิดขึ้นครั้งเดียวนั้นเป็นกำไรที่อาจทำให้อนาคตของบริษัทเป็นยังไงต่อไปเหมือนกัน

ยกตัวอย่างกรณีของ CPALL ที่ขายโลตัสประเทศจีนซึ่งมีผลการดำเนินงานขาดทุนมาโดยตลอดเป็นตัวที่คอยฉุดผลกำไรในบรรทัดสุดท้าย
แต่พอขายหุ้นโลตัสจีนแบบมีกำไรทิ้งไปทำให้ศักยภาพในการทำกำไรของ CPALL ดีขึ้นราคาหุ้นจึงปรับตัวสูงขึ้น
ดังนั้นเวลาที่เราดูงบกำไร-ขาดทุนซึ่งมี 2 ชนิด คือ

- งบกำไร-ขาดทุนเฉพาะ ( หมายถึงเฉพาะ CPALL ในเมืองไทย )
- งบการเงินรวม ( ที่ได้รวมผลกำไรขาดทุนทั้งหมดมาแล้วทั้งในไทยและในต่างประเทศ )

งบที่ควรให้ความสำคัญคือ งบการเงินรวม เพราะเป็นการดูในภาพรวมว่ากำไรที่บริษัททำได้กับกำไรที่ไปลงทุนนั้นเป็นยังไง
หากในภาพรวมดูแย่แต่ในวันนึงบริษัทได้ไปขายในส่วนที่ทำให้แย่แล้วทำให้ภาพรวมดูดีขึ้น
การแต่งงบการเงินเพื่อสร้างกำไรจะเกิดได้ยากถ้าเราดูงบการเงินรวม
เพราะงบรวมจะตัดกำไรที่ไม่เกิดขึ้นจริงออกไปหมดเรียบร้อยแล้ว
เช่นบริษัทแม่ใกล้วันปิดบัญชีแล้วกำไรไม่ถึงเป้า ก็พยายามเอาบริษัทลูกมาช่วยซื้อสินค้าออกไปจากตัวเอง
แต่งบรวมจะตัดส่วนนี้ออกเพราะบางทีมันแค่ยกของใส่รถไปตั้งอยู่ที่บริษัทลูกแล้วก็ลงบัญชีว่าเป็นรายได้และกำไรเกิดขึ้นแล้ว
ดังนั้นเราต้องคอยดูที่งบรวมในการวิเคราะห์เพราะเป็นเครื่องมือในการปิดโอกาสแม่กับลูกจะไปเล่นตัวเลขกำไรกันเอง
แต่ก็จำเป็นต้องไปดูในหมายเหตุประกอบงบที่จะบอกเราว่าที่รวมอยู่ในงบรวมแล้วตัดรายการต่าง ๆ ทิ้งไปมันมาจากธุรกิจอะไร
ยกตัวอย่างเช่นเช่นหุ้นในหมวดบันเทิง ซึ่งมีทั้งกำไรจากธุรกิจคอนเสิร์ต มีรายได้จากธุรกิจเทปซีดี จากละครเวที
จากธุรกิจภาพยนตร์ พอเราดูกำไรในงบรวมซึ่งบอกแค่ว่ากำไรรวมออกมาแล้วได้เท่านี้ แต่ไม่ได้บอกว่ามาจากธุรกิจแต่ละอย่าง
ที่มีความเสี่ยงและผลประโยชน์ไม่เท่าเทียมกัน เช่นในธุรกิจเทป ซีดี ที่มีปัญหาของปลอม กำไรในงบรวมมักถูกฉุดด้วยธุรกิจกลุ่มนี้เป็นประจำ
ถ้าเราเปิดหมายเหตุประกอบงบจะเห็นว่ากำไรจากส่วนนี้แทบไม่มี แต่บริษัทนี้อยู่ได้ด้วยละครเวที ด้วยคอนเสิร์ต
เราก้ต้องมาประเมินว่านักร้องในสังกัดนี้ยังคงความนิยมไหม หากหมดความนิยมก็จะเป็นตัวฉุดผลการดำเนินงาน
ในภาพรวมให้ตกต่ำลงได้

ฉะนั้นนักลงทุนเมื่อดูงบรวมแล้วให้รีบเปิดไปดูที่หมายเหตุประกอบงบ เพราะหมายเหตุจะแจกแจงกำไรในแต่ละธุรกิจที่รวมอยู่ในงบรวม
เพื่อเราจะได้มาประเมินว่าหากธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงด้านพื้นฐาน เช่น อาจมีการขยายธุรกิจในส่วนของภาพยนตร์
ละครเวทีมากขึ้น ตัวนี้จะเป็นตัวผลักดันกำไร แล้วไปลดในส่วนของธุรกิจเทป ซีดีโดยอาจหาสื่ออื่น ๆ มาแทน
ตัวนี้อาจช่วยเพิ่มศักยภาพในการทำกำไรในอนาคต
หลังจากดูด้านรายได้แล้ว ก็ต้องมาดูด้านรายจ่ายเพราะคำว่ากำไรเกิดขึ้นมาจากรายได้ลบรายจ่ายนั่นเอง

ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายมาจาก 2 ส่วนหลักคือ

1. ต้นทุนในการขายหรือต้นทุนบริการ ปรากฏอยู่ในบรรทัดแรกของส่วนถัดไป ซึ่งเป็นตัวสะท้อนว่า
ในบรรทัดแรกของการขายของเราทำมาด้วยต้นทุนเท่าไหร่ พอเราเอาต้นทุนขายบรรทัดแรกไปเทียบกับรายได้
บรรทัดแรกแล้วเราจะเรียกว่ากำไรขั้นต้น ในธุรกิจซื้อมาขายไปหรือธุรกิจผลิตสิ่งของจะใช้คำว่าต้นทุนขาย
ส่วนธุรกิจบริการเช่นโรงแรมหรือโรงพยาบาลจะใช้คำว่าต้นทุนบริการ
( กำไรขั้นต้น ของธุรกิจบริการหาได้จาก รายได้ค่าบริการ – ต้นทุนบริการ)
ดังนั้นธุรกิจไหนจะมีกำไรในบรรทัดสุดท้ายดีหรือไม่ดีเริ่มต้นก้อยู่ที่กำไรขั้นต้นว่าใครจะทำได้ดีกว่ากัน
เช่นในธุรกิจโรงพยาบาลเราจะพบว่าโรงพยาบาลขนาดเล็กขนาดกลางขนาดย่อมไม่มีความแตกต่างในการให้บริการอัตรากำไรขั้นต้นจะอยู่ในอัตราที่ต่ำ
ส่วนรพ.อย่างบำรุงราษฎร์ หรือ รพ.กรุงเทพจะมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงมากถึง 30 – 40 % ยิ่งเป็นสมิติเวชจะสูงถึง 40++ % เรียกว่าเป็น
รพ.โดดเด่น ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ที่แต่ละแห่งนำมาใช้เช่นกลยุทธ์ความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ กลยุทธ์ผู้นำด้านของราคา ,
ต้นทุนต่ำในการรักษาโรค, ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านในการรักษาโรคซับซ้อน,บริการประทับใจ
ดังนั้นกลยุทธ์ต่างกัน อัตราการทำกำรขั้นต้นจึงต่างกัน

แต่สำหรับธุรกิจค้าปลีกอย่าง MAKRO หรือ BIGC ที่ไม่สามารถหยิบยื่นความแตกต่างได้อย่างเต็มที่
อัตรากำไรขั้นต้นจึงอยู่ในอัตราที่ใกล้เคียงกัน ไม่เหมือนธุรกิจให้บริการ

2. ค่าใช้จ่ายในการขาย ซึ่งเป็นงานแม่บ้านเบื้องหลัง อยู่ในบรรทัดถัดมา ได้แก่ ค่านายหน้า ค่าขนส่ง ค่าโฆษณา
ที่จ่ายเป็นต้นทุนเท่าไหร่เพื่อสร้างยอดขาย

3. ค่าใช้จ่ายบริหาร ได้แก่ HR, บัญชี

4. ค่าตอบแทนกรรมการบริษัท

5. ค่าตอบแทนผู้บริหารรายสำคัญ คือ ผู้บริหารที่สร้างความแตกต่างให้กับบริษัทมีอยู่ 4 ระดับ นับตั้งแต่ CEO ลงมา รวมถึงเงินเดือน
โบนัส และผลตอบแทนต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ใช้งบทราบว่าแต่ละบริษัทมีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เป็นเท่าไหร่
เช่น บางบริษัทมีขนาดเล็กแต่กลับใช้ผู้บริหารเงินเดือนสูงเป็นจำนวนมากเท่ากับบริษัทขนาดใหญ่

รายได้ – ต้นทุนขาย = กำไรขั้นต้น

กำไรขั้นต้น – ค่าใช้จ่าย = กำไรจากการดำเนินงาน

เพราะฉะนั้นแสดงว่ากำไรจากการดำเนินงานมันถูกผลักดันมาจาก

1. ต้องเริ่มต้นด้วยการมีกำไรขั้นต้นที่ดีมาก่อน
2. อยู่ที่การบริหารต้นทุนค่าใช้จ่ายต่างๆ

กำไรจากการดำเนินงาน + รายได้อื่นๆ(ดอกเบี้ยรับ,ค่าเช่า,อื่นๆที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก) = EBIT


EBIT ย่อมาจาก Earning Before Interest Tax คือกำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษี
ซึ่งตัวนี้จะเป็นตัวบ่งบอกว่า
กำไรต้องผ่านการผลักดันจากรายได้ในส่วนอื่น ๆ ด้วย จะไปพึ่งพิงจากการแมนเนจต้นทุน และการทำกำไรขั้นต้นอย่างเดียวไม่ได้
ต้องมีรายได้มาจากสิ่งที่เป็น non core. แต่มันจะต้องไม่ไปพึ่งพิงกับสิ่งที่เป็น one time มากเพียงครั้งเดียว เช่นรายได้จากการขายทรัพย์สิน

EBIT – ดอกเบี้ย – ภาษี = กำไรสุทธิ

แสดงว่ากว่าจะมาเป็นสิ่งที่นักลงทุนเห็นในบรรทัดสุดท้าย มันจะต้องผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายบรรทัด
แต่นักลงทุนส่วนมากมักไม่มีเวลาอ่านเราก็เลยดูกันแค่เพียงกำไรบรรทัดสุดท้ายพอ ดังนั้นการที่กำไรในบรรทัดสุดท้ายดีขึ้น
บางทีก็ไม่ใช่สัญญาณที่บอกว่าบริษัทนี้มีสุขภาพทางการเงินที่ดีขึ้น ต้องเข้าไปดูในรายละเอียด
วิธีดูงบดุล เป็นงบที่แสดงถึงฐานะว่าวันปิดบัญชีบริษัทร่ำรวย มีจนเช่นไรบ้าง
จะบอกกล่าวว่ามีสินทรัพย์อะไรเหลือบ้างในวันปิดบัญชี ซึ่งสินทรัพย์ก็ประกอบไปด้วยสินทรัพย์ที่หมุนเวียนและไม่หมุนเวียน

สินทรัพย์หมุนเวียนก็ประกอบไปด้วย เงินสด บัญชีลูกหนี้ สินค้าคงเหลือซึ่งต้องระวังเพราะบางทีเก่าเก็บตกรุ่น
ดังนั้นทางบัญชีจึงมีการกำหนดให้บริษัทต้องตีราคาของสินค้าคงเหลือที่ตกรุ่นไปสู่ราคาตลาดที่มูลค่าสุทธิที่ได้รับที่ถูกกว่า
และยอมรับการขาดทุนจากการที่ถือของเน่าๆ ดังนั้นขาดทุนตัวนี้จะไปรวมอยู่ในต้นทุนขาย แล้วเปิดเผย
ในหมายเหตุประกอบงบว่าที่ต้นทุนขายโป่งขึ้นมาเยอะเพราะไปแบกของเน่าๆไว้เยอะ ดังนั้นที่กำไรขั้นต้นลดลงเยอะในปีปัจจุบันอาจเพราะมีของตกรุ่น
มีของลดลงในราคาตลาด แต่ส่วนมากที่ กลต. ต้องเรียกงบมาทำการแก้ไขเพราะบริษัทไม่ยอมแก้ไข
ปรับลดลงเพราะกลัวนักลงทุนจะถามว่า ทำไมต้นทุนขายสูง กำไรหดลง ก็เลยพยายามแสดงราคาสินค้าเว่อร์ๆ
ตามที่มีอยู่ในบัญชี แต่ไม่สนใจว่าราคามันจริงหรือเปล่าที่จะขายได้เท่านั้น ตอนนี้เลยออกกฎว่า
ให้ปรับลดลงตามมูลค่าสุทธิที่จะขายได้ของสิ่งที่เน่าๆ แต่ของที่ดีๆไม่ให้ปรับลงแต่ก็ห้ามตีราคาสูงขึ้นเพราะยึดหลักความระมัดระวัง

รายการจ่ายล่วงหน้า คือ รายการที่เสียเงินแล้วแต่ประโยชน์ยังไม่เกิดในปีนั้น ๆ

สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน เช่น การไปถือหุ้นในบริษัทต่างๆ ไว้เพื่อเอาดอกผลในรูปของเงินปันผล

สินทรัพย์ถาวร ได้แก่ ที่ดิน อาคาร

รายการที่ไม่มีตัวตน เช่น ซอร์ฟแวร์ที่บริษัทใช้ หากเป็นพวกบริษัทบันเทิงก็จะเป็นพวกลิขสิทธิ์ที่ถือครอง

รายการต่างๆข้างบนรวมกันหมดจะเรียกว่า สินทรัพย์ คือ ทรัพยากรที่เหลืออยู่ในวันปิดบัญชีที่จะยังมีประโยชน์ต่อไปในอนาคต
ฉะนั้นเราต้องดูตัวเลขนี้ประกอบเพราะการที่เรารู้ว่ากำไรของบริษัทดีขึ้นเพียงอย่างเดียวยังไม่พอ
ต้องดูด้วยว่าเค้าได้เอาทรัพยากรที่มีอยู่ไปลงทุนเพื่อทำกำไรกลับมาได้ซักเท่าไหร่ด้วย
กรณีตัวอย่างเช่น
เปรียบเทียบโรงพยาบาลระดับบน 2 แห่งที่เป็นคู่แข่งกัน รพ.แห่งแรก( KH ) มีอยู่แค่ตรงสุขุมวิทเล็กๆ
ลงทุนไปทั้งหมด 8,000 กว่าล้าน ในทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่ในวันปิดบัญชี แต่สามารถทำกำไรกลับมาได้ 1,200 – 1,300 ล้าน
ในขณะที่ รพ.อีกแห่งมีทรัพย์สิน 30,000 กว่าล้าน แต่ทำกำไรกลับมาได้เพียง 1,700 ล้าน ต่างกัน 400 - 500 ล้าน
ถามว่านักลงทุนจะเลือกลงทุนตัวไหนหากมองด้วยปัจจัยเพียงเท่านี้ไม่เอาอย่างอื่นมาดู เราย่อมต้องชอบ รพ.ที่มีสินทรัพย์เพียง 8,000 ล้าน
แต่ทำกำไรต่อปีได้ 1,200 ล้าน ในขณะที่อีกแห่งมีฐานสินทรัพย์ใหญ่กว่าเป็น 3 – 4 เท่า แต่กำไรต่างกันเพียงนิดเดียว
ดังนั้นนักลงทุนจึงต้องดูงบดุลด้วยไม่ใช่เพียงดูว่ากำไรดีขึ้นเมื่อเทียบกับบริษัทในอุตสาหกรรมที่เหมือนกันหรือใกล้เคียงกัน
แต่เราต้องดูว่าแล้วเค้าใช้ทรัพยากรไปเยอะไหม หรือที่เราเรียกว่า ROA
( Return on Asset ) เราต้องดูผลตอบแทนจากการลงทุนว่ามันมากแค่ไหน

เพราะฉะนั้นเราจึงควรให้ความสำคัญกับการดู สินทรัพย์ คือรายการที่อยู่ใน งบดุล บางส่วนก็เป็นหนี้สั้นบางส่วนก็เป็นหนี้ยาว
และบางส่วนก็เป็นส่วนของเจ้าของที่เอาทุนมาลง แล้วที่ทุนมันเติบโตทุกวันนี้ก็เพราะกำไรสะสม
ดังนั้นนักลงทุนเบื้องต้นต้องดูแค่ว่า เอาสินทรัพย์เป็นตัวหารอยู่ข้างล่าง เอากำไรตั้งอยู่ข้างบนแล้วดูว่ามันมีผลตอบแทนจากสิ่งที่ลงทุนไปเท่าไหร่


ROA = กำไรสุทธิ / สินทรัพย์ทั้งหมด

ค่าที่ได้ยิ่งสูงแสดงว่าประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์ค่อนข้างดี แล้วถามว่า ROA เท่าไหร่ถึงจะดี ตอบว่า

1. สูงกว่าบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน

2. สูงกว่าต้นทุนเงินทุนที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ ( ROA > WACC )
WACC ( Weighted Average Cost of Capital )คือ ต้นทุนเงินทุนถัวเฉลี่ยที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ
ซึ่งจะเป็นตัว benchmark ของตัว ROA ที่บอกว่าบริษัททำได้ดีแล้วหรือยัง ว่าเค้าเอาเงินที่มาจากการก่อหนี้
และเอาเงินมาจากส่วนของเจ้าของด้วยต้นทุนที่เฉลี่ยออกมาแล้วเท่าไหร่ เช่น ถ้า ROA เคาะออกมา
แล้วได้ 18 % แต่บริษัทใช้เงินทุนที่มีต้นทุนถัวเฉลี่ยเข้ามาเพียง 11% เราก็จะได้ Capital Yield เท่ากับ 7%

Capital Yield = ROA – WACC

นั่นคือเวลาเราดูผลตอบแทนต่อทรัพย์สิน ( ROA ) ก็คือต้องดูภาพรวมว่าบริษัทใช้สินทรัพย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพไหม
ทำได้สูงกว่าต้นทุนเงินไหม แต่ถ้าอยากดูว่าแล้วผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นเป็นยังไง เพราะคำว่าสินทรัพย์มาจากทั้งการก่อหนี้
มาทั้งจากเจ้าของเพราะฉะนั้นผลตอบแทนของ ROA ที่ได้เป็นผลตอบแทนที่ทั้งสองฝ่ายได้รับทั้งเจ้าหนี้และเจ้าของ
แต่ถ้าอยากดูว่าผลตอบแทนที่ผู้ลงทุนจริง ๆ ได้รับก็ต้องเอากำไรตั้งแล้วหารด้วยส่วนของผู้ถือหุ้นเพื่อดู ผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น หรือ ROE

ความแตกต่างระหว่าง ROA และ ROE คือ

ROA คิดเหมือนประหนึ่งว่าเรากำลังวัดผลตอบแทนที่กลับไปยังทั้งผู้เป็นเจ้าหนี้ และผู้เป็นเจ้าของที่เอาเงินมาจมในสินทรัพย์ของบริษัท

แต่ ROE คือการวัดผลตอบแทนหลังหักต้นทุนเงินคือดอกเบี้ยจ่ายที่ให้เจ้าหนี้แล้ว เจ้าของเหลือกำไรเท่าไหร่
เมื่อเทียบกับสิ่งที่ตัวเองเอามาลงทุนในบริษัทคือส่วนของผู้ถือหุ้น

เช่น หุ้นรพ. KH ใช้สินทรัพย์ขนาดเล็ก แต่สามารถทำ ROE กลับมาได้ถึง 40% หมายความว่าใช้เงินของเจ้าของน้อยมากแต่ทำผลตอบแทนกลับมาได้มาก

.................................




วิธีอ่านงบกระแสเงินสด


งบกระแสเงินสดเป็นอีกงบที่สำคัญเพราะกำไรทางบัญชีไม่ได้คิดตามเงินที่เข้าจริงออกจริง
รายได้ของบัญชีไม่ได้คิดตามเงินที่เรียกเก็บได้แล้ว ขายของได้แล้วแต่ยังเก็บเงินไม่ได้แต่ก็ถือว่ารายได้ต้องบันทึก
ดังนั้นกำไรที่เราเห็นจึงเป็นตัวเลขทางบัญชีเพราะมันไม่ได้บอกว่าถ้ามีกำไรดี แล้วต้องมีเงินสดหมุนเวียน
ในการดำเนินการดีตามยอดกำไรไปด้วย เพราะบ่อยครั้งการขายทำในรูปการขายเชื่อที่เก็บเงินไม่ได้
แต่ก็ต้องลงบัญชีว่าเกิดรายได้ เพราะรายได้ไม่ใช่รายรับ

รายรับ คือเงินสดที่ไหลเข้ามาในรอบบัญชีในช่วงระยะเวลาหนึ่งๆ แต่รายได้คิดตามความสามารถในการขายของ
ดังนั้นถ้าฝ่ายขายกระตุ้นยอดขายผ่านการขายเชื่อเยอะๆ ยังไงก็ต้องลงบัญชีว่าเกิดรายได้
และกำไรก็เกิดมาจากรายได้ที่คิดมาจากตัวเลขทางบัญชีตัวนี้
ดังนั้นงบกระแสเงินสดจึงเป็นเครื่องมือที่มาตรวจสอบดูว่า ถ้ากำไรจะมีคุณภาพที่แท้จริงจะต้องรองรับด้วยกระแสเงินสด
จากการดำเนินงาน เช่น ถ้ากำไรมี 100 ล้าน แต่เงินสดจากการดำเนินงานมีอยู่แค่ 12 ล้าน ( จะอยู่ในงบกระแสเงินสดในส่วนที่ 1 ในบรรทัดที่เขียนว่า กระแสเงินสดจากการดำเนินงานสุทธิ )
แล้วถามว่าทำไมกำไรมันเยอะ แต่เงินสดมีอยู่แค่นั้นเองเหรอ ?

แสดงว่าเราอาจคาดเดาได้ว่าอาจจะ

1. เงินติดอยู่ในบัญชีลูกหนี้
2. เงินจมในสต็อคสินค้า
3. ต้องจ่ายเงิน ซัพพลายเออร์ค่อนข้างเร็ว เหมือนกับว่าวางบิลไม่นานก็ต้องจ่ายเพราะเครดิตอาจจะไม่สู้ดี หรือบริษัทไปติดต่อกับซัพพลายเออร์ที่ไม่ยืดหยุ่นพอ
แล้วกระแสเงินสดสำคัญยังไง ?
กระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นสิ่งสำคัญ เพราะตอนฤดูจะจ่ายปันผลบริษัทต้องเอาเงินมาจ่ายไม่ใช่เอากำไรมาจ่าย
กำไรเป็นแค่เครื่องมือในการนำมาคิด%ของเงินปันผลที่จะจ่ายให้ เช่น จะจ่ายร้อยละ 40 ของผลกำไร
แต่เวลาจะจ่ายจริงก็ต้องมีเงินสด ฉะนั้นที่เราต้องตรวจสอบกระแสเงินสด เพราะบางบริษัทเราไม่ใจว่าเงินปันผลที่เอามาให้เรา
เผลอ ๆ อยู่ในฤดูทับซ้อนกับตอนออกหุ้นกู้ ไม่แน่ใจว่ากำลังเอาเงินจากการก่อหนี้มาจ่ายเรารึเปล่า
เราถึงต้องดูว่าเงินสดมีพอรึเปล่าซึ่งเราไม่ชอบที่จะรับเงินปันผลจากการไปก่อหนี้มา หรือการไปเพิ่มทุนล็อตใหม่มารึเปล่า
ในเวลาใกล้เคียงกันแล้วมาจ่ายให้พวกเราทำเหมือนแชร์แม่ชม้อยต่อกันเป็นวง ดังนั้นเงินจากการดำเนินงาน
ต้องรองรับการจ่ายปันผลให้ได้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ หรือหากเอาของเก่าที่ฝากธนาคารไว้ตอนต้นงวด
มารวมกับเงินสดจากการดำเนินงานเพื่อจ่ายปันผลก็พอได้

งบกระแสเงินสดมีด้วยกัน 3 ส่วน คือ

1. เงินสดสุทธิจากการดำเนินงาน
2. เงินสดสุทธิในการลงทุน
3. เงินสดสุทธิที่ได้มาจากกิจกรรมจัดหาเงิน

แต่ส่วนที่เราสนใจมากที่สุดคือเงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงานนั่นเอง ถ้าการดำเนินงานแล้วเงินสดหายไปเรื่อย ๆ
อันนี้ลำบากอีกเหมือนกัน บริษัทอย่างงี้มีเยอะคือมีกำไรทางบัญชีแต่เงินสดติดลบหมายความว่ารับไม่พอจ่าย
หากเป็นแค่ในระยะสั้น ๆ ไม่เป็นไร แต่ถ้าต่อเนื่องติดต่อกันหลายไตรมาศ หลายปีแล้วยังมาจ่ายเงินปันผลได้อีกอันนี้อาการน่าเป็นห่วง
เป็นสิ่งที่นักลงทุนบอกได้ว่าอย่างงี้ไม่ดีแน่ในด้านการลงทุน

สิ่งที่สำคัญควรนำมาอ่านควบคู่กันก็คือ หมายเหตุประกอบงบ อ่านไปต้องวิเคราะห์ไป
แล้วเอาแบบฟอร์ม 56-1 ที่ต้องอ่านเพิ่มเติมเพื่อจะได้รู้ทิศทางไปทางไหน ใช้กลยุทธ์อะไร ความเสี่ยงมีอะไร
แล้วท้ายสุดทำไมบริษัทจบลงจึงเป็นอย่างนี้
บริษัทนั้นก็เป็นบริษัทที่น่าลงทุนเช่นกัน
อีกกรณีที่มีการขายเงินลงทุนแล้วทำให้ภาพรวมดูดีขึ้นคือ กรณีผู้พันขายกาเหว่า (MAJOR ขายหุ้น KAWOW ที่มีผลดำเนินการขาดทุนมาโดยตลอด)
แต่ในบางครั้งพอขายแล้วกลับเป็นการบั่นทอนศักยภาพในการทำกำไรในอนาคตทั้ง ๆ ที่ไม่อยากขาย
แต่มีความจำเป็นต้องขายเพราะขาดสภาพคล่องจึงต้องขายทรัพย์สินบางส่วนออกไป

เพราะฉะนั้น 3 บรรทัดบนต้องดูให้ละเอียดลออว่ารายได้มาจากอะไร แต่ต้องระวังอย่าดูแต่รายได้ที่เติบโตทุกปี
เราต้องดูด้วยว่าต้นทุนหลักมันเป็นยังไงด้วยเพราะเราลงทุนในกำไร ไม่ใช่ลงทุนในรายได้
เพราะบางคนอาจเข้าใจว่ารายได้คือกำไร แต่ในทางบัญชีบอกว่ารายได้คือ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เข้ามาไม่ว่าจะในรูปของเงินสด
หรือจะไปตามเก็บในอนาคต ก็เรียกว่ารายได้ ดังนั้นรายได้จึงไม่ใช่ตัวสะท้อนเงินสดที่เข้ามา

---------------------------------------------------
ที่มา: Pantip.com

วันจันทร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2554

กินน้ำกระชายกันเถอะ

เนื่องจากช่วงนี้กำลังป่วยจากอาการเส้นตึงมึนหัวคลื่นใส้ เลยหันมาดูแลสุขภาพตัวเองแบบสุดๆ ไม่ว่าจะเป็น นอนให้เร็วขึ้น ตื่นเช้าขึ้น กินข้าวให้เป็นเวลา นั่งสมาธิก่อนนอน และรวมไปถึงดื่มน้ำกระชาย

ทำไมต้องเป็นน้ำกระชาย
มีอาจารย์หมอที่นวดคลายเส้นให้ผมแนะนำมาว่าผมควรดื่มน้ำกระชายเป็นประจำเพราะจะช่วยให้อาการผมดีขึ้นได้และแถมได้ประโยชน์ด้วย โดยแกอ้างว่าน้ำกระชายจะช่วยทำให้กระดูกแข็งแรง ช่วยระบายลมในท้อง ช่วยคลายเส้น ทำให้สดชื่น และช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศด้วย

จริงๆผมเฉยๆนะ แต่ยอมกินก็เพราะสรรพคุณข้อสุดท้ายนี่ละ :P

สรรพคุณน้ำกระชาย
ด้วยความที่ไม่เชื่อใครง่ายๆ ผมจึงลองค้นหาข้อมูลดูว่าจริงๆแล้วสรรพคุณของมันคืออะไร พบว่าหลายๆเวบเขียนตรงกันดังนี้ครับ (ที่เขียนตรงกันก็อาจจะเพราะก๊อปปี้มาจากที่เดียวกันก็ได้นะ)
1. บำรุงกระดูก(เพราะมีแคลเซียมสูง - ตรงกับที่อาจารย์หมอบอกเลย)
2. บำรุงสมอง เพราะทำให้เลือดเลี้ยงสมองส่วนกลางดีขึ้น
3. ปรับสมดุลของฮอร์โมน
เพิ่มเติม:
ในผู้หญิงถ้าฮอร์โมน เอสโตเจน มากเกินจะทำให้เพิ่มโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมได้ ถ้าน้อยเกินจะมีโอกาสเป็นมะเร็งปากมดลูกได้ น้ำกระชายจะช่วยปรัสมดุลตรงนี้
ในผู้ชายก็จะช่วยปรับสมดุลฮอร์โมน เทสโทสเตอโรนด้วยเช่นกัน
4. ปรับสมดุลของความดันโลหิต(ความดันโลหิตที่สูงจะลดลง ความดันโลหิตที่ต่ำจะสูงขึ้น)
5. แก้โรคไต ทำให้ไตทำงานดีขึ้น
6. ป้องกันไทรอยด์เป็นพิษ
7. บำรุงมดลูก
8. แก้ปัญหาผมหงอก ผมร่วง(ผมขาวจะหลับมาดำด้วยนะ)
9. อาการกระเพราะปัสสาวะเกร็ง(กรณีนี้อาจใช้เม็ดบัวต้มกิน)
10. ควบคุมไม่ให้ต่อมลูกหมากโต
11. แก้ปัญหาใส้เลื่อน
12. บำรุงกำลัง
13. บำรุงหัวใจ
14. ลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด การที่กระชายช่วยลดอาการท้องอืดเฟ้อได้ เนื่องจากน้ำมันหอมระเหยช่วยขับลม
15. ช่วยให้ กะเพาะ และลำไส้เคลื่อนไหวดีขึ้น

ที่มา: ชวนกินดอทคอม, และเวบอื่นๆมากมาย(search เอาเองนะ)

วิธีทำน้ำกระชาย
เท่าที่อ่านมาสรรพคุณมันเยอะไปไหมเนี่ย แต่เห็นมีทั้งคุณหมอแผนโบราณและแผนปัจจุบันแนะนำนัก ก็เลยต้องลองซักหน่อย แม่ผมก็เลยจัดการให้ วิธีทำไม่ยากครับ
1. กระชาย 1 กิโล(ล้างด้วยน้ำเกลือให้สะอาด) ต่อน้ำ 3 ลิตร(วันนึงไม่ควรกินเกิน 3 แก้ว หรือไม่เกิน 1 ลิตร)
2. เอากระชายไปปั่นให้ละเอียด ใส่น้ำลงไปจนครบ
3. เอาผ้าขาวมากรอกกากกระชายออกให้หมดครับ มันจะเหลือแต่น้ำสีเหลืองๆคล้ายน้ำมะนาว
4. น้ำกระชายที่ได้นี้สามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้ถึง 1 เดือน เพราะกระชายมีสรรพคุณฆ่าเชื้อโรคในตัวอยู่แล้ว
5. เวลาจะทานก็เทน้ำกระชายใส้แก้ว ผสมน้ำผึ้งลงไป 2 ช้อนโต๊ะ ก็พร้อมดื่มเลยทีเดียว(ใครอยากใส่มะนาวก็ได้นะ เค้าว่ามา)


รสชาติและกลิ่น
รสชาติอร่อยมากครับ แต่กลิ่นนี่แย่ทีเดียว ความรู้สึกเหมือนดื่มน้ำซุปแกงป่านั่นละ แต่รสชาติหวานอร่อยมากครับ ผมกินมา อาทิตย์นึงละ หลังๆก็เริ่มชินกับกลิ่นแล้วครับ ตอนนี้ชอบดื่มมากรู้สึกอร่อยและหอม

ผลลัพธ์หลังจากดื่ม
วันแรกที่ดื่มผมเรอทั้งวันเลยครับ(แน่นอน กลิ่นแกงป่า -*-) ระบายลมดีมาก ช่วงแรกๆถ่ายดีมาก ลุกเหินรู้สึกได้เลยว่ามีพลังมากขึ้น แล้วรู้สึกกระปรี้กระเป่า ดื่มมา 1 อาทิตย์แล้วก็ยังรู้สึกเท่านี้ละครับ อาจจะยังไม่นานพอ แต่สิ่งที่เห็นชัดคือโรคกะเพาะดีขึ้นมาก อาการพะอืดพะอมลดลงอย่างเห็นได้ชัด ส่วนเรื่องเรื่องเพิ่มสมรรถภาพทางเพศนั้นไม่เห็นจะรู้สึกเปลี่ยนแปลงเลยนะ ฮ่าๆ

โดยสรุปผมชอบนะครับอร่อยดี ระบายลมดีมาก ผมเชื่อว่ามีประโยชน์จริงๆ แล้วที่สำคัญคือเราทำเองได้ง่ายจากกระชายสดๆ ซึ่งไม่มีสิ่งเจือปนอันตรายอะไรเลย ใครสนใจไปลองทำดื่มกันได้นะครับ

วันจันทร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2554

บิดคอผิดๆอันตรายนะครับ

ตอนนี้ป่วยอยู่ครับ อาการที่เป็นคือมึนหัว สมองช้า คอ(ด้านขวา)ตึงๆ เจ็บจี๊ดที่คอ คลื่นใส้ พะอืดพะอม อาเจียน สาเหตุเพียงเพราะผมเผลอไปบีบนวดคอเท่านั้น เท่านั้นจริงๆ

ช่วงนี้ผมทำงาน 5 วันเรียน 2 วันครับ นั่นหมายถึงทุกวัันนี้ผมใช้เวลานั่งมากกว่าวันละ 8 ชั่วโมง มันเกิดอาการเมื่อยบ้างตึงบ้าง เมื่อวันที่ 21 สิงหาที่ผ่านมาขณะกำลังเรียนอยู่ที่มหาลัย ผมเผลอไปยืดคอซีกขวาโดยการใช้มือขวาบิดที่ต้นคอในท่าที่ยกศอกขวาในระดับเดียวกับหัวไหล่ บีบนวดซักพักผมได้ยินเสียงดัง "กรุบ" หลังจากนั้นผมก็รู้สึกมึนๆและพะอืดพะอมทันที แต่ไม่ได้คิดอะไรมากเพราะไม่เคยเป็นมาก่อน พอเรียนจบคาบซักพักอาการมันเริ่มมาครับ รู้สึกเวียนหัวรุนแรง แล้วจะอ้วกให้ได้ มึนอยู่ซํกพักประมาณ 1-2 ชั่วโมงอาการมันก็หายไป ในใจตอนนั้นคิดว่าดูไม่ดีเลยคงต้องไปหาหมอซักหน่อย

ผมเป็นปกติอยู่ 2 วัน วันอังคารที่ 23 ตอนเย็นผมเอามือไปนวดคอท่าเดิมอีกครั้ง(ด้วยความไม่รู้) เสียงดัง "กรุบ" มาอีกครั้ง คราวนี้ชัดเลยครับ ผมทั้งมึนทั้งพะอึดพะอมทรมานมาก สุดท้ายคืนนั้นผมอ้วกไป 6-7 รอบแบบไม่มีสาเหตุ แล้วตั้งแต่วันนั้นมาจนวันนี้ อาการนี้ไม่หายไปอีกเลย

ผมไปหาหมอ หูคอจมูก พบว่า ความดันปกติ เบาหวานไม่เป็น การได้ยินปกติ น้ำในหูปกติ สรุปคือหมอไม่เจออะไรนั่นเอง หมอสรุปเอาว่าผมพักผ่อนไม่พอให้นอนเยอะๆซึ่งผมแย้งกับหมอมากๆเพราะผมนอนวันละ 7-9 ชั่วโมงตลอด อาทิตย์ต่อมาผมจึงไปหาหมอกระดูกและกล้ามเนื้อ ซึ่งก็ได้คำตอบเดิมคือไม่เจอสาเหตุอะไร

เอาวะ เมื่อหาหมอปัจจุบันไม่ได้ผลผมจึงไปพึ่งหมอจัดกระดูกและหมอนวดคลายเส้น โดยคนแรกคือหมอจัดกระดูกอยู่ที่ราชบุรีที่เค้าว่าเก่งมาก ผลคือดีขึ้นแต่ไม่หายครับ พี่สาวผมจึงแนะนำอาจารย์หมอคลายเส้นกดจุด ซึ่งผมหา 2 ครั้งแล้ว เค้าบอกว่าผมเป็นเส้นเอ็นทับเส้นประสาท ยอมรับว่าดีขึ้นมากครับแต่ก็ยังไม่หายขาดอยู่ดี ยังมึนๆและพะอืดพะอมเป็นครั้งเป็นคราว ซึ่งเวลาเป็นขึ้นมาก็แทบจะทำอะไรไม่เลย

ตอนนี้ก็เริ่มท้อนิดหน่อยครับ แต่ก็ยังมีความหวังกับหมอจับเส้น 2 คนที่จะเจอวันที่ 17 กับ 20 นี้ ก็ต้องรอดูกันอีกทีว่าจะหายหรือไม่ อยากเตือนคนที่ได้อ่านบล๊อคนี้นะครับ อย่ายืดคอ นวดคอผิดๆนะครับ หมอนวดคลายเส้นบอกว่าผมโชคดีที่แค่มึน เค้าเคยเจอคนอื่นเป็นอัมพาตไปเลยก็มี เส้นเลือดในสมองแตกก็มี โดยเฉพาะพนักงานบริษัทที่นั่งทำงานนานๆอย่างผม

วันจันทร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2554

Apple ทำเวบเพจ iphone 5 แล้ว?

เป็นเรื่องปกติไปซะแล้วที่ก่อน iphone รุ่นใหม่ๆจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการก็มักจะมีภาพหลุดทั้งของจริงของปลอมออกมาให้ดูกัน โดยคราวนี้มาเป็นภาพวีดีโอเลยทีเดียวและเหมือนจะหลุดจากทาง Apple เอง มีคนอ้างว่าสามารถเข้าไปชมเวบเพจของ iphone 5 ได้โดยมีลิงค์ที่ถูกซ่อนไว้ในเวบของ Apple โดยลิงค์นี้ถูกซ่อนอยู่ในพื้นที่สีขาวในหน้าเวบ ทำให้เห็นภาพหลุดของ iphone 5 ได้ชัดเจนและรวมถึงสเปคของเครื่องและข้อมูลอื่นๆด้วย


ซึ่งภาพที่เห็นก็ไม่ได้ต่างจากภาพหลุดทั่วไปที่ได้เห็นกัน

แต่ผมลองพยายามหาลิงค์นี้หรือลองพิมพ์ url ตามภาพในวีดีโอก็หาไม่เจอนะครับ คงต้องรอดูกันต่อไปว่าเป็นของจริงหรือไม่อย่างไร

ที่มา - You Tube

วันอังคารที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2554

The Dark Knight จะเป็นหนังเรืองแรกที่ให้เช่าบน Facebook


Warner Bros. ค่ายหนังยักษ์ใหญ่ประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่าจะมีการให้เช่าหนังแบบดิจิตอลบน Facebook โดยหนังเรื่องแรกของ Hollywood(หรือของโลก)ที่จะให้เช่าดูได้คือ The Dark Knight

The Dark Knight บน Facebook นั้นจะเช้าดูได้ต้องเสียค่าเช่าเป็นจำนวน 30 เครดิตหรือประมาณ 3 ดอลลาร์ โดยราคานี้จะสามารถเช่าดูได้ 2 วันและเริ่มนับตั้งแต่จ่ายเงิน

การดูหนังเช่าบน Facebook นั้นสามารถดูแบบ Full Screen ได้ สามารถหยุดระหว่างดูได้และกลับมาดู ณ ตำแหน่งเดิมได้ และนอกจากนี้ระหว่างที่กำลังดูอยู่ยังสามารถเล่น Facebook ได้ทุกฟังก์ชั่นตามปกติอีกด้วย(แต่จะเป็นอย่างไรผมยังไม่รู้นะครับ) ผมว่าธุรกิจนี้อาจจะเป็นธุรกิจที่ไปได้ดีก็ได้นะครับ

ที่มา - HollywoodReporter

วันพุธที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2554

Mark Zuckerburg!! คือใครหรือ


อย่าคิดว่า Mark Zuckerburg จะโด่งดังเสมอไป เพราะผลสำรวจเมื่อไม่นานมานี้มีประเทศที่พัฒนาแล้วประเทศหนึ่งแทบจะไม่รู้จัก Mark Zuckerburg กันเลย ประเทศนั้นคือ "ญี่ปุ่น" ครับ

ผลสำรวจนี้ได้สำรวจผู้หญิงญี่ปุ่นจำนวน 500 คน ในคำถามที่ว่า "Zuckerburg คืออะไร?" ผลสำรวจเป็นดังนี้ครับ

  • 35.6% คิดว่าเป็นชื่อของแฮมเบอร์เกอร์ชนิดหนึ่ง(ภาษาญี่ปุ่นจะอ่านว่า zakkaabaagu ซึ่งมันคล้องกับคำว่าแฮมเบอร์เกอร์ hanbaagu)
  • 19.6% คิดว่าเป็นชื่อของอะไรซักอย่างเกี่ยวกับฟุตบอล(คล้องกับคำว่า soccer)
  • 14.4% ตอบถูกต้อง หรือ ตอบได้ใกล้เคียง
  • 11.0% เลือกคำตอบอื่นๆ
  • 7.6% คิดว่าเป็นชื่อย่อของอะไรบางอย่าง

เหตุผลหลักๆที่คนญี่ปุ่นไม่รู้จัก(หรือไม่สนใจ) Mark Zuckerburg อาจเป็นเพราะว่า facebook ไม่เป็นที่นิยมในประเทศญี่ปุ่น แต่ไม่ได้หมายความว่าคนญี่ปุ่นไม่เล่นเวบ social network นะครับ เพราะเวบที่นิยมที่สุดคือ mixi และเหตุผลที่ทำให้เป็นที่นิยมก็เพราะความเป็นส่วนตัวนั่นเอง

ความแตกต่างของ facebook กับ mixi มีดังนี้

  • คนญี่ปุ่นไม่นิยมแสดงรูปตัวเองในหน้าโปรไฟล์บน mixi
  • คนญี่ปุ่นไม่นิยมอัพโหลดรูปเก็บเป็นอัลบัม(mixi ไม่มีฟังก์ชั่นแท๊กหน้าในรูปต่างๆ)
  • คนญี่ปุ่นไม่ใช้ชื่อจริง(จะถูกซ่อนไว้) จะใช้แต่ชื่อเล่นแทน
  • คนที่เล่น mixi นั้นจะกังวลมากว่าคนอื่นๆ(ที่ไม่ใช่เพื่อน)จะรู้ว่าเราคือใคร (ตรงข้ามกับ facebook เลย)

มันทำให้เราเห็นว่าสังคมของญี่ปุ่นเป็นอย่างไร ยังคงต้องการความเป็นส่วนตัวสูง แต่ก็มีคนคาดการณ์ว่าอีกไม่เกิน 5 ปีก็อาจจะเปลี่ยนไปเป็นสังคมที่เปิดมากขึ้น

ที่มา - nicheee - tofugu

วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

Fighting Formula for Mafia wars on iphone

Marfia wars เป็น social network game ที่สนุกเกมนึงครับ ตอนนี้กำลังติดสุดๆทั้งบน iphone และ facebook ผมลองหาสูตรสำหรับการคำนวณการต่อสู้สำหรับเวอร์ชั่น iphone v1.0 ใน Google และได้เจอข้อมูลมาจากเวบของเกมค่ายนี้ที่โพสโดย Developer ของเกมนี้เองเลย

สูตรการคำนวณการค่อสู้เป็นดังนี้ครับ

Your Mafia Strength + (Secret Attack Bonus x Level) แล้วหารด้วย Opponent’s Mafia Strength + (Opponent’s Secret Defense Bonus x Opponent’s Level) = Attack Ratio

โดยที่
Secret Attack Bonus คือค่า Att ของเราครับ(ค่านี้คนอื่นจะไม่รู้) สมมติผมมี 20
Level คือเลเวลปัจจุบัน สมมติผมมีเลเวล 10
Opponent’s Secret Defense Bonus คือค่า Def ของคนที่เราสู้ครับ(ค่านี้เราก็จะไม่รู้) สมมติเค้ามี 18
Opponent’s Level คือเลเวลปัจจุบันของที่เราสู้ สมมติเค้ามีเลเวล 9
Mafia Strength คือ (อธิบายยาก ดูตัวอย่างเลยแล้วกัน หุหุ)
สมมติผมมี Mafia แค่ 5 คน และแต่ละคนจะได้ถือของ 3 อย่างคือ อาวุธ, เกราะ และ รถยนต์ โดยโปรแกรมจะอัตโนมัตเลือกของที่คะแนน Attack + Defense ของของแต่ละอย่างที่สูงที่สุดให้ก่อน
สมมติว่าเป็นดังนี้
Mobster 1
อาวุธ: Silenced Pistol + 13 points (8 Attack, 5 Defense)
เกราะ : Body Armor + 8 points (4 Attack, 4 Defense)
รถยนต์ : Getaway Cruiser + 13 Points (6 Attack, 7 Defense)
Mobster Strength: +34 Points

Mobster 2
อาวุธ: Silenced Pistol + 13 points (8 Attack, 5 Defense)
เกราะ : Body Armor + 8 points (4 Attack, 4 Defense)
รถยนต์ : Armored SUV + 10 Points (4 Attack, 6 Defense)
Mobster Strength: +31 Points

Mobster 3
อาวุธ: Hacksaw + 8 points (6 Attack, 3 Defense)
เกราะ : Body Armor + 8 points (4 Attack, 4 Defense)
รถยนต์ : Armored SUV + 10 Points (4 Attack, 6 Defense)
Mobster Strength: +26 Points

Mobster 4
อาวุธ: Machine Pistol +6 points (3 Attack, 3 Defense)
เกราะ : Body Armor + 8 points (4 Attack, 4 Defense)
รถยนต์ : None + 0 Points (4 Attack, 5 Defense)
Mobster Strength: +14 Points

Mobster 5
อาวุธ: Grenade +5 points (2 Attack, 3 Defense)
เกราะ : None + 0 points (2 Attack, 4 Defense)
รถยนต์ : None + 0 Points (3 Attack, 3 Defense)
Mobster Strength: +5 Points

เพราะฉะนั้นผมก็จะมี Mafia Strength เท่ากับ
Mobster 1’s Mobster Strength: +34
Mobster 2’s Mobster Strength: +31
Mobster 3’s Mobster Strength: +26
Mobster 4’s Mobster Strength: +14
Mobster 5’s Mobster Strength: +5
ดังนั้นผมจะมี Mafia Strength เท่ากับ รวม 110 คะแนน

สมมติให้คนที่เราสู้มี Mafia Strength เท่ากับ 96 เอามาแทนในสูตรจะได้ Ratio ดังนี้

สูตร Your Mafia Strength + (Secret Attack Bonus x Level) แล้วหารด้วย Opponent’s Mafia Strength + (Opponent’s Secret Defense Bonus x Opponent’s Level) = Attack Ratio
แทนค่า 110 + (20 x 10) แล้วหารด้วย 96 + (18 x 9) = 1.2

แปลตรงๆคือ
ถ้าค่า Ratio เท่ากับ 1 เรากับศัตรูพลังเท่ากัน
ถ้าค่า Ratio > 1 เราเก่งกว่าศัตรู
ถ้าค่า Ratio < 1 เราอ่อนกว่าศัตรู

ในเกมนี้จะกำหนดให้ถ้า Ratio = 1 เรามีโอกาสชนะ 55% (เค้าออกแบบให้คนโจมตีได้เปรียบกว่าคนตั้งรับเล็กน้อย) เพราะฉะนั้นถ้า Ratio ยิ่งสูงโอกาสชนะยิ่งมาก ผลจะเป็นไปตามกราฟนี้ครับ
จะเห็นว่าไม่มีชนะ 100% หรือ 0% นั่นหมายความว่าต่อให้คุณเก่งกว่าแค่ไหนก็มีโอกาสแพ้ครับ ดังนั้นถ้า Ratio เราค่ามากว่า 1 แต่เรายังแพ้จะขึ้นว่า Unlucky เสมอ (คนที่เจอ Unlucky บ่อยๆแสดงว่าเก่งกว่าศัตรูนิดหน่อยเท่านั้นต้องรีบเพิ่ม Attack ครับ)


มี Tip อื่นๆนิดหน่อยเกี่ยวกับค่า Exp ค่านี้มีทั้งเพิ่มขึ้นเวลาเลเวลเพิ่มและก็มีคงที่เช่นกัน ตามตารางข้างล่างครับ
LevelExperienceEnergy# of FRJ
2930025010
11550042517
315100085034
5152000167567
66540003350134
75580006675267
หมายถึงว่าตั้งแต่เลเวล 29 ถึง 114 จะใช้ Exp 300 ในการเพิ่ม 1 เลเวล
ตั้งแต่เลเวล 115 ถึง 314 จะใช้ Exp 500 ในการเพิ่ม 1 เลเวล

ส่วน Job ที่ให้ Exp ต่อ Enegy เยอะที่สุดคือ "Rob The Museum" ครับ ลองดู ตามตารางข้างล่างครับ
En Xp
1 1 1.00
1 1 1.00
2 2 1.00
3 3 1.00
5 6 1.20
6 7 1.17
7 8 1.14
7 7 1.00
7 8 1.14
8 9 1.13
10 12 1.20
10 11 1.10
10 12 1.20
15 18 1.20
18 22 1.22 << Rob the museum
25 30 1.20
25 28 1.12
30 35 1.17

ที่มา: Zynga, iphonemafiawars.com

วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ของชิ้นแรกใน Akihabara

ไปเหยียบ Akihabara มาแล้วครับ แวะไปตอนเย็นๆมาวันนี้ ว่าจะไปดูลาดราวก่อนไปจริงพรุ่งนี้และไปหาอะไรกิน ร้านส่วนใหญ่ปิดหมดแล้ว เห็นเปิดอยู่ไม่กี่ร้าน (sex shop เปิดส่วนใหญ่) ไปเจอร้านนึงเป็นตู้เกมหยอดเหรียญแล้วจะมีมือจับให้เราเลื่อนไปหยิบของในตู้ ซึ่งของในตู้ก็น่ารักมากมาย มีทั้งโมเดลน่ารักๆ ตุ๊กๆ ขนม หยอดไปก็จับไม่ค่อยได้หรอกครับ ไปเจอตู้นึงเห็นคนญี่ปุ่นกดอยู่ราคา 200 เยน เป็นตู้ที่ข้างในเป็นชุดเมด พอคนญี่ปุ่นกดเสร็จเค้าไม่ได้อะไร ผมเลยลองเข้าไปกดมั่ง ปรากฏว่าครั้งแรกครั้งเดียวก็ได้เลย ดีใจสุดๆถึงแม้ยังไม่รู้ว่าปุ๊กจะยอมใส่หรือไม่ก็ตาม ฮ่าๆ

ได้ชุดเมดมาในราคา 200 เยน(71.80 บาท) ใครอยากได้ผมให้เช่าครับ อิอิ

วันอังคารที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2552

Joke: Pirate Bay

คงจะยังไม่ถึงคิวเมืองไทยนะ

วันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2552

นายครับ หลุด

ขอเก็บเป็นที่ะลึก